เรื่องราวทางเพศถือเป็นสิ่งที่ติดตัวมาพร้อมกับการกำเนิดของมนุษย์ แม้ภายใต้บริบทของสังคมไทยที่มีข้อจำกัดในการ “พูด” เรื่องทางเพศอยู่มากมายก็ตาม แต่ก็ไม่ได้ทำให้ “ความต้องการทางเพศ” ของคนไทย(หรือคนทั่วโลก)ลดลงตามไป เหมือนกับที่นักเขียนบางท่านเคยกล่าวไว้ “เรื่องเพศเป็นสิ่งที่เราชอบทำ แต่ไม่ชอบพูด

อย่างไรก็ดี ด้วยความพยายามของมนุษย์ที่ต้องการอยากรู้ข้อมูลเกี่ยวกับ “ความจริงแท้” ทางเรื่องเพศ ซึ่งคนเราไม่ค่อยยอมพูดนั่นเอง ได้ก่อให้เกิดการค้นพบที่สร้างความตื่นตะลึงให้กับชาวอเมริกันและคนทั่วโลก   นั่นคือการค้นพบของ ดร.อัลเฟรด ซี คินซี่ย์ (Alfred C. Kinsey) นักวิทยาศาสตร์และอาจารย์ด้านสัตววิทยาและชีววิทยา ร่วมกับทีมวิจัยของเขาที่มหาวิทยาลัยอินเดียน่า ซึ่งได้ทำการสำรวจกลุ่มตัวอย่างเพศชายกว่า 12,000 กรณี และได้นำเสนอผลสรุปในงานวิจัยที่ชื่อว่า “Sexual Behavior in the Human Male (1948)” ซึ่งต่อมาทีมงานก็ได้ศึกษาเรื่องเดียวกันนี้ในมนุษย์เพศหญิง และได้ผลศึกษาใกล้เคียงกัน
       
       “มาตราส่วนคินซี่ย์” (Kinsey Scale) นี้เอง ถือเป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญที่ปฏิวัติความเชื่อหลายอย่างของสังคมมนุษย์ที่ว่า “มนุษย์ผู้ชายย่อมมีความรู้สึกสนใจในมนุษย์ผู้หญิง มนุษย์ผู้หญิงก็ย่อมต้องสนใจผู้ชาย และมนุษย์ทุกคนต้องมีพรมแดนแห่งความสนใจทางเพศของตนที่แบ่งแยกกันอย่างชัดเจน…เท่านั้น”
       
       สิ่งที่ “คินซี่ย์” ค้นพบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการช่วยตัวเอง ที่คนอเมริกันนิยมทำกันทั้งในเพศหญิงและชาย ถือเป็นการปลดปล่อยอารมณ์ทางเพศที่สำคัญและจำเป็น รวมถึงเรื่องอื่นๆ ที่มนุษย์ชอบทำตอนอยู่คนเดียว รวมทั้งเรื่องความรักและประสบการณ์ทางเพศกับคนเพศเดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่เราไม่เคยได้ยินมาก่อน เพราะตำราเรียนสุขศึกษาที่เรียนกันมายังคิดว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องน่าอาย เกย์และเลสเบี้ยนก็เป็นสิ่งที่เราไม่เคยได้รับรู้ความจริงเลยเช่นกัน
       
       ดังนั้น ถ้าคุณกำลังสับสนในตัวเองอยู่ว่า เป็นเกย์หรือเลสเบี้ยนหรือเปล่า จึงน่าจะสบายใจขึ้นหากได้รู้ว่า ความรู้สึกของคุณที่มีต่อเพศเดียวกัน แสนจะเป็นเรื่องธรรมดา เพราะสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้กับทุกๆ คน ซึ่งมีมานานแล้ว และมันวัดกันได้
       
       
       “คินซี่ย์” จัดหมวดหมู่ความรู้สึกทางเพศต่อมนุษย์ต่างเพศ และต่อมนุษย์เพศเดียวกัน โดยใช้ตัวเลข 0-6 อธิบายเอาไว้ ดังนี้
       
       หมายเลข 0 หมายถึง คุณรู้สึกดึงดูดใจในเพศตรงข้ามเท่านั้น ไม่เคยมีประสบการณ์และความรู้สึกทางเพศกับเพศเดียวกันเลย
       
       หมายเลข 1 หมายถึง คุณรู้สึกดึงดูดใจในเพศตรงข้าม และมีประสบการณ์กับเพศตรงข้ามเป็นหลัก มีความรู้สึกรักเพศเดียวกันอยู่บ้างเป็นส่วนน้อย และอาจเกิดประสบการณ์กับเพศเดียวกันมาบ้าง อย่างไม่ได้ตั้งใจ
       
       หมายเลข 2 หมายถึง คุณรู้สึกดึงดูดใจในเพศตรงข้ามเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็มีความสนใจเพศเดียวกันในระดับพอสมควร และอาจเกิดประสบการณ์กับเพศเดียวกันมาบ้างพอสมควร
       
       หมายเลข 3 หมายถึง คุณรู้สึกดึงดูดใจในเพศตรงข้ามและเพศเดียวกัน ในสัดส่วนพอๆ กัน
       
       หมายเลข 4 หมายถึง คุณรู้สึกดึงดูดใจในเพศเดียวกันเป็นส่วนใหญ่ แต่มีความสนใจในเพศตรงข้ามระดับพอควร และอาจเคยมีประสบการณ์กับเพศตรงข้ามด้วย (ตรงข้ามกับหมายเลข 2)
       
       หมายเลข 5 หมายถึง คุณรู้สึกดึงดูดใจในเพศเดียวกัน และมีประสบการณ์กับเพศเดียวกันเป็นหลัก แต่มีความรู้สึกรักเพศตรงข้ามอยู่เป็นส่วนน้อย และอาจเกิดประสบการณ์กับเพศตรงข้ามมาบ้างอย่างไม่ได้ตั้งใจ (ตรงข้ามกับหมายเลข 1)
       
       หมายเลข 6 หมายถึง รู้สึกดึงดูดใจในเพศเดียวกันเท่านั้น ไม่เคยมีประสบการณ์และไม่มีความรู้สึกรักเพศตรงข้ามเลย (ตรงข้ามกับหมายเลข 0)
  
ยกตัวอย่างเช่น....
       

       ในวัยมัธยมของด.ช.แมน นักฟุตบอลสุดหล่อของโรงเรียน
       เคยจับของนักฟุตบอลด้วยกันตอนอาบน้ำและเกิดอารมณ์ขึ้นมา ต่อมานายแมนโตขึ้นและแต่งงานไป มีความสุขทางเพศดีกับภรรยา นายแมนสมควรได้หมายเลข 1 ไปครอบครอง
       
       หรือนายหนุ่มแต่งงานแล้ว มีบุตรน่ารักสามคนและมีความพึงพอใจในภรรยาของตน แต่มีครั้งหนึ่งเกิดมีอะไรกับนายตี๋เพื่อนร่วมงานเพราะเมาเหล้า และด้วย “บรรยากาศพาไป” นายหนุ่มจึงได้หมายเลข 2 ไปโดยปริยาย
       
       เช่นเดียวกับนายวุฒิซึ่งเป็นนักโทษในเรือนจำ เคยมีประสบการณ์ทางเพศกับนักโทษชายด้วยกัน หรือกรณีนายวัฒน์กับเพื่อนทหารเรือร่างกายกำยำ ต้องอยู่ในเรือนานเป็นเดือนๆ และด้วยความคิดถึงภรรยา นายวัฒน์กับเพื่อนทหารเลยหากิจกรรมสนุกๆ ทำกันยามว่าง ทั้งหมดก็ได้หมายเลข 2 ไป
       
       ขณะที่นายยงยุทธเดี๋ยวก็มีแฟนเป็นผู้หญิง เดี๋ยวก็มีแฟนเป็นผู้ชาย เพื่อนๆ พากันงง แต่นายคนนี้ก็บรรลุถึงความสุขได้กับมนุษย์ทั้ง 2 เพศ ย่อมต้องได้หมายเลข 3 ไป ส่วนนางดรุณีแต่งงานแล้ว และไม่อึดอัดในการมีเพศสัมพันธ์กับสามีตัว แต่ในเบื้องลึกของหัวใจก็รู้สึกชอบผู้หญิงด้วยกัน และอยากลองมีอะไรกับผู้หญิงดูสักครั้ง เธอก็เหมาะสมที่จะได้หมายเลข 4
       
       ด้านนายแบงค์พยายามไปเที่ยวอาบอบนวด ไปออฟหญิงบริการ มีแฟนเป็นผู้หญิงอยู่หลายคนตั้งแต่สมัยเรียน มีอะไรกับพวกหล่อนมาบ้าง แต่ก็ถึงบ้างไม่ถึงบ้าง ต้องฝืนอยู่บ่อยๆ อย่างนี้ได้หมายเลข 5 ส่วนนายวิทย์ไม่เคยคิดและไม่อยากมีอะไรกับผู้หญิงเลย ฝันเห็นแต่ผู้ชายทั้งใส่เสื้อผ้าเปลือยกาย ล่องไปลอยมา เรื่องแต่งงานกับผู้หญิงเพื่อสืบลูกหลานไม่เคยอยู่ในหัวเลย อย่างนี้คงไม่ต้องบอกว่าได้เลขอะไรไป
       
       อย่างไรก็ดี ข้อสรุปเบื้องต้นเกี่ยวกับตัวเลขเหล่านี้ก็คือ คนที่ได้หมายเลข 0-2 จัดอยู่ในพวกรักเพศตรงข้าม(heterosexual) , หมายเลข 3 หมายถึงไบเซกชวล(bisexyal) และหมายเลข 4-6 คือพวกรักร่วมเพศ(homosexual)
       
       ทั้งนี้ แม้ว่าการค้นพบของคินซี่ย์จะเกิดขึ้นมากว่า 60 ปีแล้ว แต่มาตรส่วนนี้ยังคงเป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญที่ถูกนำมาอ้างอิง และใช้อยู่เสมอในการอธิบายเรื่องความชอบทางเพศ ระหว่างเพศของมนุษย์ในปัจจุบัน
       
       ...และที่สำคัญ หวังว่าข้อมูลเหล่านี้ จะช่วยลบล้างอคติของบางคน(หรือส่วนใหญ่?) ในสังคม ที่ยังคงเชื่อมั่นอย่างเอาจริงเอาจังว่า โลกนี้มีแค่คนเพียง 2 เพศ ซึ่งต่างต้องการในเพศตรงข้ามทั้งสิ้น และพยายามจะผลักไล่พวกเขาให้ออกไปจากสังคม และประณามหยามเหยียด เพียงเพราะเขาเหล่านั้นมีความต้องการทางเพศที่ไม่เหมือนกับเรา เท่านั้นหรือ

ได้รับความกรุณาแบบไม่รู้ตัวจาก http://sex.thaihealth.net/modules.php?name=News&file=article&sid=5



Comment

Comment:

Tweet

เดี๋ยวนี้เป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว แต่บางครอบครัวก้อรับไม่ได้นะ

#3 By Yim (61.7.173.21) on 2008-07-12 13:25

new knowledge naa

#2 By mini (125.24.235.191) on 2008-07-03 23:16

มันก็ถูกอย่างที่อ่านอ่า ตอนนี้สังคมเริ่มเปิดกว้างในเรื่องนี้มากขึ้น จนอาจจะกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้ว

#1 By Jik (125.24.9.217) on 2008-07-03 23:10